ทรัพย์สินทางปัญญาที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม
ทรัพย์สินทางปัญญามักถูกมองว่าเป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่หรือธุรกิจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจแทบทุกประเภทมีสินทรัพย์ประเภทนี้อยู่แล้ว ทั้งชื่อร้าน โลโก้ สูตร กระบวนการทำงาน หรือฐานข้อมูลลูกค้า ปัญหาคือหลายรายไม่รู้ว่าตนมีอะไรบ้าง จนกระทั่งเกิดข้อพิพาท
ทรัพย์สินทางปัญญามีอะไรบ้าง
ประเภทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทั่วไปมากที่สุดมีสี่กลุ่ม
- เครื่องหมายการค้า คุ้มครองชื่อ โลโก้ หรือสัญลักษณ์ที่ใช้แยกแยะสินค้าและบริการของเราออกจากของผู้อื่น
- ลิขสิทธิ์ คุ้มครองงานสร้างสรรค์ เช่น ข้อความ ภาพ วิดีโอ งานออกแบบ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
- สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร คุ้มครองการประดิษฐ์และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความใหม่
- ความลับทางการค้า คุ้มครองข้อมูลที่มีมูลค่าเพราะยังไม่เปิดเผย เช่น สูตร กระบวนการ หรือรายชื่อลูกค้า
เครื่องหมายการค้า: จดก่อนได้เปรียบ
การใช้ชื่อหรือโลโก้มานานไม่ได้แปลว่าจะได้สิทธิ์โดยอัตโนมัติ ระบบเครื่องหมายการค้าให้ความสำคัญกับการจดทะเบียน ผู้ที่จดก่อนจึงอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบเมื่อเกิดข้อพิพาท
ก่อนตัดสินใจใช้ชื่อใดเป็นแบรนด์ ควรตรวจสอบก่อนว่ามีผู้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ และชื่อนั้นมีลักษณะที่จดทะเบียนได้หรือเปล่า ชื่อที่บรรยายลักษณะสินค้าตรงเกินไปมักจดได้ยาก การลงทุนทำแบรนด์ก่อนตรวจสอบ เป็นความเสี่ยงที่แก้ไขภายหลังมีต้นทุนสูง
ลิขสิทธิ์: เกิดทันทีแต่ต้องพิสูจน์ได้
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างสรรค์งานเสร็จ โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่เมื่อเกิดข้อพิพาท ภาระในการพิสูจน์ว่าใครสร้างงานก่อนตกอยู่กับผู้อ้างสิทธิ์ การเก็บหลักฐานกระบวนการสร้างงาน เช่น ไฟล์ต้นฉบับพร้อมวันเวลา อีเมลส่งงาน หรือสัญญาว่าจ้าง จึงมีความสำคัญ
ประเด็นที่ธุรกิจพลาดบ่อยคือการจ้างบุคคลภายนอกทำงานออกแบบ เขียนโปรแกรม หรือถ่ายภาพ แล้วไม่ได้ระบุในสัญญาว่าลิขสิทธิ์เป็นของใคร ทำให้ภายหลังนำงานไปใช้ต่อหรือดัดแปลงไม่ได้อย่างที่เข้าใจ
สิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร
หากธุรกิจมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการที่มีความใหม่ ควรพิจารณาเรื่องสิทธิบัตรตั้งแต่ก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะการเผยแพร่ก่อนยื่นคำขออาจทำให้ขาดคุณสมบัติเรื่องความใหม่
ข้อควรระวังที่พบบ่อยคือการนำผลิตภัณฑ์ไปออกงานแสดงสินค้า โพสต์รายละเอียดทางออนไลน์ หรือเสนอขายให้ลูกค้าโดยไม่มีข้อตกลงรักษาความลับ ก่อนที่จะยื่นคำขอ
ความลับทางการค้าและสัญญากับบุคลากร
ข้อมูลบางอย่างเหมาะกับการรักษาเป็นความลับมากกว่าการจดทะเบียน เพราะการจดทะเบียนหมายถึงการเปิดเผยรายละเอียด แต่การรักษาความลับจะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อองค์กรมีมาตรการดูแลที่เหมาะสมจริง
มาตรการพื้นฐานที่ควรมี ได้แก่ ข้อตกลงรักษาความลับกับพนักงานและคู่ค้า การจำกัดสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะผู้ที่จำเป็น การกำหนดขั้นตอนเมื่อพนักงานลาออก และการระบุให้ชัดว่าข้อมูลใดถือเป็นความลับขององค์กร
เช็กลิสต์สำหรับผู้ประกอบการ
- ทำบัญชีรายการว่าธุรกิจมีทรัพย์สินทางปัญญาอะไรบ้าง และใครเป็นเจ้าของตามเอกสาร
- ตรวจสอบสถานะเครื่องหมายการค้าของชื่อและโลโก้ที่ใช้อยู่
- ตรวจสัญญาว่าจ้างงานสร้างสรรค์ว่าระบุเรื่องสิทธิ์ไว้ชัดเจนหรือไม่
- กำหนดว่าข้อมูลใดเป็นความลับ และมีมาตรการดูแลรองรับ
- ทบทวนก่อนเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ใหม่ว่ากระทบสิทธิ์ในการขอรับความคุ้มครองหรือไม่
การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นระบบไม่ได้เริ่มจากการยื่นคำขอ แต่เริ่มจากการรู้ว่าองค์กรมีอะไรอยู่ในมือ เมื่อเห็นภาพรวมชัดแล้ว จึงเลือกได้ว่าสิ่งใดควรจดทะเบียน สิ่งใดควรรักษาเป็นความลับ และสิ่งใดต้องแก้ไขสัญญาให้เรียบร้อยก่อน